การซื้อขายตราสารหนี้แบบพอร์ตโฟลิโอ คือหนึ่งในนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนโฉมตลาดตราสารหนี้ จากเดิมที่การซื้อขายตราสารหนี้มักทำทีละตัวและต้องเจรจาผ่านโทรศัพท์หรือแชต แต่ Portfolio Trading ช่วยให้นักลงทุนสถาบันสามารถซื้อหรือขายตะกร้าตราสารหนี้ที่มีจำนวนหลายสิบหรือหลายร้อยตัวได้พร้อมกันในคําสั่งเดียว ผ่านแพลตฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์
กลไกนี้ขับเคลื่อนด้วยพลังของ Data Analytics และระบบอัตโนมัติ ทำให้อุตสาหกรรมกองทุนและตราสารหนี้ทั่วโลกเติบโตอย่างรวดเร็ว
ทำไม Portfolio Trading ถึงกลายเป็นเทคโนโลยีเปลี่ยนเกม?
ในอดีต ตลาดตราสารหนี้มีปัญหาเรื่องสภาพคล่อง บอนด์บางรุ่นไม่มีการซื้อขายเป็นเดือนๆ การที่กองทุนจะปรับพอร์ต (Rebalance) หรือจัดตั้งกองทุนใหม่ทำได้ช้าและมีต้นทุนสูง แต่ Portfolio Trading เข้ามาแก้โจทย์นี้ด้วยเทคโนโลยีหลักๆ ดังนี้:
1. การประเมินราคาด้วยอัลกอริทึม
หัวใจของ PT คือความสามารถของ Market Makers (ผู้ดูแลสภาพคล่อง เช่น ธนาคารพาณิชย์หรือวาณิชธนกิจใหญ่ๆ) ในการใช้ AI และ Algorithm คำนวณราคาของบอนด์ทุกตัวในตะกร้าได้ในเวลารอบไม่กี่วินาทีหรือกี่นาที แม้ว่าบอนด์บางตัวในนั้นจะไม่มีสภาพคล่องในตลาด ณ เวลานั้นก็ตาม โดยคำนวณจากความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ต แทนที่จะมองแยกเป็นรายตัว
2. ความเร็วและประสิทธิภาพ
แบบดั้งเดิม: หากต้องการซื้อบอนด์ 50 ตัว ต้องส่งคำสั่ง 50 ครั้ง เจรจาราคา 50 รอบ ใช้เวลาเป็นวันๆ
แบบ Portfolio Trading: ส่งรายชื่อบอนด์ 50 ตัวเป็นไฟล์หรือผ่านระบบ API ไปยัง Market Makers จากนั้นระบบจะคำนวณราคาแบบเหมารวมทั้งตะกร้าและจบดีลได้ภายในเวลาไม่กี่นาที
3. ต้นทุนที่ถูกลง
เนื่องจาก Market Maker สามารถบริหารความเสี่ยงในภาพรวมของพอร์ตได้ง่ายกว่า (เช่น บอนด์ตัวหนึ่งอาจจะเสี่ยงสูง แต่อีกตัวช่วยกระจายความเสี่ยงได้) ทำให้พวกเขาเสนอราคาที่แคบลง ส่งผลให้นักลงทุนซื้อขายได้ในราคาที่ดีขึ้นและประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอย่างมหาศาล
ความเชื่อมโยงกับ ETF (The ETF Ecosystem)
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Portfolio Trading เติบโตอย่างก้าวกระโดดคือการเติบโตของ Fixed Income ETF (กองทุนรวมดัชนีตราสารหนี้) Market Makers มักใช้ประโยชน์จากกระบวนการสร้างและไถ่ถอนหน่วยลงทุนของ ETF (Creation/Redemption Process) ในการบริหารจัดการบอนด์ที่ได้มาจาก Portfolio Trading หากนักลงทุนสถาบันขายตะกร้าตราสารหนี้ให้ Market Maker พอนำมารวมกัน Market Maker ก็สามารถนำตะกร้านั้นไปแลกเป็นหน่วยลงทุนของ ETF หรือในทางกลับกันได้ ทำให้สภาพคล่องระหว่างตลาดตราสารหนี้จริง (Underlying Bonds) กับตลาด ETF เชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์
ปัจจุบัน Portfolio Trading ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตราสารหนี้ภาคเอกชนระดับ Investment Grade เท่านั้น แต่กำลังขยายตัวไปยัง ตราสารหนี้ไฮยีลด์ (High Yield บอนด์ขยะ), ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่และเริ่มมีการนำเทคโนโลยี Automation/Auto-Execution มาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ
เทคโนโลยีนี้ช่วยทลายข้อจำกัดเดิมๆ ของตลาดตราสารหนี้ ทำให้ตลาดมีความเป็นอิเล็กทรอนิกส์ (Electronification) ใกล้เคียงกับตลาดหุ้นมากขึ้น และกลายเป็นเครื่องมือไฟต์บังคับที่ผู้จัดการกองทุนยุคใหม่ต้องมีเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
